สำหรับคนที่เล่นโซเชียลมีเดียเป็นประจำ คงจะคุ้นเคยกับคำว่า Influencer ดีอยู่แล้วและคงจะมีหลายคนที่ติดตามอินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นอยู่ แต่หากพูดถึงคำว่า KOL เชื่อว่าคงจะมีบางส่วนที่ยังไม่รู้จักคำนี้อย่างแน่นอน แล้วคำว่า KOL คืออะไร? ต้องเลือกยังไงถึงจะส่งผลดีต่อแบรนด์? ในบทความนี้ NeuMerlin Group จะมาเล่าให้คุณฟังเอง ใครที่ทำงานสาย Marketing แล้วยังไม่รู้ศัพท์คำนี้ ต้องห้ามพลาด!
ทำความรู้จัก KOL คืออะไร?
KOL หรือ Key Opinion Leader คือ ผู้นำทางความคิด หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมจากการมีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น แพทย์ นักวิชาการ นักเทรดหุ้น เป็นต้น โดยมีช่องทางบนโซเชียลมีเดีย และมีผู้ติดตามมาช่วยโปรโมตรีวิวสินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ความเชี่ยวชาญของ KOL ที่แบรนด์เลือกใช้ ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้อีกด้วย
KOL กับ Influencer ต่างกันอย่างไร?
ทั้ง KOL และ Influencer เป็นผู้ที่มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ความแตกต่างของผู้มีอิทธิพลทั้ง 2 ประเภทคือ “การนำเสนอ” โดย KOL จะนำเสนอโดยเน้นการให้ความรู้ในเรื่องที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของตนเอง หรืออธิบายสรรพคุณและประโยชน์ต่าง ๆ ของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้ข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจซื้อ
ส่วน Influencer จะนำเสนอโดยเน้นการให้ความคิดเห็น การแนะนำ หรือการรีวิวสินค้า เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ติดตามตัดสินใจซื้อสินค้า
ข้อดีของการทำ KOL Marketing
- เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า เนื่องจากกลุ่มผู้ติดตามส่วนใหญ่ของ KOL จะมีความชื่นชอบหรือสนใจในเรื่องเดียวกัน ทำให้การโปรโมตสินค้าสามารถเข้าถึงได้มากกว่าและตรงจุด
- ช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย เพราะ KOL เป็นบุคคลที่สามารถบอกต่อสรรพคุณของสินค้าหรือบริการได้อย่างน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ที่ติดตามเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการ จนเกิดการสั่งซื้อในที่สุด
- สร้างความแตกต่างจากแบรนด์คู่แข่ง ด้วยความที่ KOL เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้สิ่งที่ KOL นำเสนอออกมานั้นมีความจริงใจ และความน่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจดจำแบรนด์และทำให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง
เลือก KOL อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
การเลือก KOL ไม่ใช่ว่าจะเลือกใครก็ได้ แต่จะต้องมีขั้นตอนในการคัดเลือกและพิจารณา KOL ที่เหมาะสมกับแบรนด์ให้ดีเสียก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้
ทำความเข้าใจตลาด
สิ่งแรกที่ต้องทำการเลือกว่าจะใช้ KOL คนไหนดี จะต้องมีการทำความเข้าใจตลาด และวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์, คู่แข่งในตลาด, รูปแบบคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความนิยม, KOL ที่โดดเด่น เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ที่รอบคอบ และสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาเพื่อเลือก KOL ที่เหมาะสมกับแบรนด์ได้อย่างรอบด้าน
ค้นหา KOL ที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม และเหมาะสมกับแบรนด์
โดยใช้ Social Listening Tool เพื่อค้นหาว่า KOL คนนั้นมีการพูดถึงหัวข้ออะไรบ้าง มีสถิติที่น่าสนใจมากพอที่จะเลือกมาใช้งานหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์สามารถเลือก KOL ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีภาพลักษณ์ที่ตรงกับความต้องการของแบรนด์ได้
KOL ต้องตอบโจทย์แผนกลยุทธ์ที่ใช้
อีกสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ KOL ที่เลือกสามารถทำงานตามความต้องการของแบรนด์ได้หรือไม่ ทั้งการเลือกแพลตฟอร์มที่ใช้ รูปแบบคอนเทนต์ที่ต้องการ ไปจนถึงวัน-เวลาในการเผยแพร่ เพื่อให้สามารถทำแคมเปญออกมาได้สมบูรณ์แบบตามระยะเวลาที่กำหนด และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้
KOL มีกี่ประเภท
โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งประเภทของ KOL ตามจำนวนผู้ติดตาม (Followers) ซึ่งจะส่งผลต่อขอบเขตการเข้าถึงและระดับการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันไป ดังนี้
Nano KOL
เป็นกลุ่มที่มีผู้ติดตามประมาณ 1,000 - 10,000 คน แม้จะมีจำนวนผู้ติดตามไม่มาก แต่เป็นกลุ่มที่สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้สูงที่สุด มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือในกลุ่มผู้ติดตามเฉพาะทาง เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเจาะตลาด Niche Market
Micro KOL
เป็นกลุ่มที่มีผู้ติดตามในช่วง 10,000 - 100,000 คน เป็นกลุ่มที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ติดตามได้และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ อย่างชัดเจน เป็นที่นิยมมากสำหรับแบรนด์ต่างๆ เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านการเข้าถึงและการมีส่วนร่วม
Macro KOL
เป็นกลุ่มที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 คน กลุ่มนี้มักจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง สามารถสร้างการรับรู้ (Awareness) ได้ในปริมาณมาก เหมาะสำหรับแคมเปญที่ต้องการโปรโมตแบรนด์หรือสินค้าให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว
Mega KOL
คือกลุ่มผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศหรือระดับโลก เช่น ดารา นักร้อง หรือเซเลบริตี้ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 คนขึ้นไป การใช้ KOL กลุ่มนี้สามารถสร้างแรงกระเพื่อมและการรับรู้ได้มหาศาล แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดเช่นกัน
ข้อดีของการทำ KOL Marketing
ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและเริ่มไม่เชื่อโฆษณาแบบเดิมๆ การตลาดแบบบอกต่อผ่านบุคคลที่น่าเชื่อถือจึงทวีความสำคัญขึ้น การทำ KOL Marketing ไม่ใช่แค่การจ้างคนดังมาโปรโมตสินค้า แต่เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจและเข้าถึงลูกค้าในระดับที่ลึกซึ้งกว่า ซึ่งข้อดีของการนำกลยุทธ์นี้มาปรับใช้ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาล ดังนี้
เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากกลุ่มผู้ติดตามส่วนใหญ่ของ KOL จะมีความชื่นชอบหรือสนใจในเรื่องเดียวกัน ทำให้การโปรโมตสินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาทั่วไป
ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายด้วยความน่าเชื่อถือ
เพราะ KOL เป็นบุคคลที่สามารถบอกต่อสรรพคุณของสินค้าหรือบริการได้อย่างน่าเชื่อถือจากความเชี่ยวชาญของพวกเขา ทำให้ผู้ที่ติดตามเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการนั้นๆ และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด
สร้างความแตกต่างและภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์
ด้วยความที่ KOL เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้สิ่งที่ KOL นำเสนอออกมานั้นมีความจริงใจและน่าเชื่อถือสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจดจำแบรนด์ ทำให้แบรนด์ของคุณดูโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด
วิธีเลือก KOL ในการทำการตลาดให้ปังและได้ผลจริง
การเลือก KOL คือการเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจคนหนึ่ง การให้เวลาในการคัดเลือกอย่างรอบคอบ จะช่วยให้คุณได้คนที่สามารถเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง และสร้างผลลัพธ์ทางการตลาดที่คุ้มค่ากับการลงทุน โดยสามารถทำตาม 5 ขั้นตอนสำคัญนี้ เพื่อให้คุณได้พาร์ทเนอร์ที่ใช่ที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณได้เลย
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมายของแคมเปญให้ชัดเจน (Start with "Why")
ก่อนจะเริ่มมองหาว่า KOL คือใคร, ให้ถามตัวเองก่อนว่า "เราทำแคมเปญนี้ไปเพื่ออะไร?" เพราะเป้าหมายที่ต่างกัน จะนำไปสู่การเลือกประเภท KOL ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ต้องการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness): อาจต้องเลือกใช้ Macro/Mega KOL ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง
- ต้องการยอดขายหรือ Conversion: Micro KOL ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตามสูง อาจกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่า
- ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า: ต้องเลือก KOL ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ จริงๆ เช่น เลือกแพทย์หรือนักโภชนาการสำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพ
ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย (Audience Alignment)
"KOL ที่ใช่ คือคนที่มีผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คุณ" นี่คือกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด อย่าดูแค่ตัวตนของ KOL แต่ให้วิเคราะห์ลงลึกไปถึงกลุ่มผู้ติดตามของพวกเขา:
- ข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographics): ผู้ติดตามของเขามี เพศ, อายุ, ที่อยู่ ตรงกับลูกค้าของคุณหรือไม่?
- ความสนใจ (Interests): พวกเขาสนใจในเรื่องอะไร? สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่?
- พฤติกรรม: พวกเขามีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร? มีแนวโน้มจะเชื่อและซื้อตาม KOL คนนี้หรือไม่?
ขั้นตอนที่ 3: ค้นหาและคัดกรองรายชื่อ KOL เบื้องต้น
เมื่อรู้เป้าหมายและกลุ่มลูกค้าแล้ว ก็ถึงเวลาค้นหา KOL ที่มีศักยภาพ โดยสามารถทำได้หลายวิธี:
- ใช้ Social Listening Tools: เพื่อดูว่าใครคือคนที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในอุตสาหกรรมของคุณ
- ค้นหาผ่าน Hashtag: ค้นหาแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณบนโซเชียลมีเดีย
- ดูจากคู่แข่ง: วิเคราะห์ว่าคู่แข่งของคุณกำลังทำงานกับใครอยู่
- สอบถามจากลูกค้า: ทำแบบสำรวจสั้นๆ ว่าลูกค้าของคุณติดตามใครเป็นพิเศษ
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบเชิงลึกด้วยเกณฑ์ "REAC"
เมื่อมีรายชื่อในใจแล้ว ให้ประเมินแต่ละคนอย่างละเอียดด้วย 4 เกณฑ์สำคัญ (จำง่ายๆ ว่า REAC):
- R - Relevance (ความเกี่ยวข้อง): เนื้อหาและภาพลักษณ์ของ KOL สอดคล้องกับแบรนด์ของคุณหรือไม่? ความเชี่ยวชาญของเขาเกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณโดยตรงหรือเปล่า? (เช่น ไม่ควรเลือก KOL สายท่องเที่ยวมาโปรโมตเครื่องสำอาง หากไม่มีการเชื่อมโยงที่ดีพอ)
- E - Engagement (การมีส่วนร่วม): อย่าดูแค่ยอดผู้ติดตาม! ให้ดูที่อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ซึ่งคำนวณจากยอดไลก์, คอมเมนต์, แชร์ เทียบกับจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด KOL ที่มีผู้ติดตามน้อยกว่าแต่ Engagement สูง อาจมีคุณค่ามากกว่าคนที่มีผู้ติดตามเยอะแต่ไม่มีคนสนใจ
- A - Authenticity (ความน่าเชื่อถือ): KOL คนนั้นมีความจริงใจและเป็นธรรมชาติหรือไม่? ผู้ติดตามของเขาเป็นคนจริงๆ หรือมีแต่บัญชีปลอม? ลองอ่านคอมเมนต์เพื่อดูปฏิสัมพันธ์จริงๆ และตรวจสอบประวัติที่ผ่านมาว่าเคยมีประเด็นด้านลบหรือไม่
- C - Content Quality (คุณภาพของคอนเทนต์): สไตล์การทำคอนเทนต์ (ภาพ, วิดีโอ, การเขียน) มีคุณภาพและตรงกับมาตรฐานที่แบรนด์ต้องการหรือไม่? ดูผลงานที่ผ่านมาว่ามีความเป็นมืออาชีพและสร้างสรรค์เพียงใด
ขั้นตอนที่ 5: ติดต่อและพูดคุยรายละเอียดให้ชัดเจน
หลังจากได้คนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการติดต่อเพื่อพูดคุยและตกลงเงื่อนไข
- ส่งบรีฟที่ชัดเจน: บอกเป้าหมายของแคมเปญ, สิ่งที่คาดหวัง, และข้อความหลักที่ต้องการสื่อสาร
- สอบถามราคาและรูปแบบการทำงาน: ขอใบเสนอราคา (Quotation) และสอบถามขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน
- ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร: ควรมีสัญญาที่ระบุขอบเขตงาน, จำนวนคอนเทนต์, กำหนดส่งงาน, สิทธิ์ในการใช้คอนเทนต์ และเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน
วิธีใช้ KOL ในการทำการตลาด
KOL เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมาก การร่วมมือกับ KOL จึงเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ต่าง ๆ นิยมใช้เพื่อเพิ่มการรับรู้และยอดขาย โดยมีวิธีที่สามารถใช้ KOL ในการทำการตลาดได้มีดังนี้
.webp)
5 ตัวอย่าง KOL ในไทยที่ประสบความสำเร็จ และทรงอิทธิพลในแต่ละวงการ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า KOL (Key Opinion Leader) คือผู้นำทางความคิดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ นี่คือ 5 ตัวอย่าง KOL แถวหน้าของเมืองไทยที่แบรนด์และผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ
1. 9arm (นายอาร์ม) – KOL สายไอทีและเทคโนโลยี
ตัวจริงด้าน Tech ที่มีดีกรีเป็นถึง Software Engineer ระดับโลก ความสำเร็จของ 9arm ไม่ได้มาจากการรีวิวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการวิเคราะห์เจาะลึก ข่าวสารไอที และดราม่าวงการ Tech ด้วยความรู้จริง ทำให้เมื่อเขาพูดถึง Gadget หรือซอฟต์แวร์ตัวไหน ผู้ติดตามที่เป็นสาย Tech จึงพร้อมเชื่อและทำตามทันที
2. The Money Coach (โค้ชหนุ่ม) – KOL สายการเงินและการลงทุน
จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือโค้ชหนุ่ม คือตัวอย่างของ KOL สายความรู้ที่เปลี่ยนเรื่องการเงินยากๆ ให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทำให้คำแนะนำเรื่องการจัดการหนี้ การออม และการลงทุนของเขามีน้ำหนักมาก และสามารถชี้นำพฤติกรรมทางการเงินของผู้ติดตามได้จริง
3. Ingck (พลิกหลังกล่อง) – KOL สายสกินแคร์
อิ๊งค์-ชยธร ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการบิวตี้ด้วยการรีวิวแบบ "วิทยาศาสตร์" เจาะลึกส่วนผสม (Ingredients) มากกว่าแค่ความรู้สึกหลังใช้ ความเชี่ยวชาญนี้ทำให้เขากลายเป็น KOL ที่ผู้บริโภคเชื่อถือที่สุดคนหนึ่งเมื่อต้องการตัดสินใจซื้อสกินแคร์ที่เห็นผลจริง
4. Mawin Finferrr (มาวิน ฟินเฟ่อร์) – KOL สายอาหาร
จากดารานักแสดงสู่เจ้าพ่อสายกิน มาวินประสบความสำเร็จด้วยสไตล์การรีวิวที่จริงใจและ "รู้จริง" เรื่องรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นร้านริมทางหรือภัตตาคารหรู การันตีด้วยความสามารถในการสร้างกระแส "ร้านแตก" ให้กับร้านอาหารที่เขาไปรีวิวได้เสมอ
5. I Roam Alone (มิ้นท์) – KOL สายท่องเที่ยว
มิ้นท์ไม่ได้เป็นแค่คนไปเที่ยว แต่เป็นนักเดินทาง (Traveler) ที่นำเสนอแง่มุมวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการผจญภัยในพื้นที่ที่คนทั่วไปเข้าถึงยาก ความรู้และประสบการณ์ตรงของเธอทำให้เธอกลายเป็น Top of Mind ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารเรื่องการเดินทางและการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ
FAQs รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ KOL
1. KOL คือตําแหน่งอะไร
KOL ย่อมาจาก Key Opinion Leader หมายถึงบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดในวงการหรือสาขาใดสาขาหนึ่ง พวกเขามักเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ลึกซึ้งและมีผู้ติดตามจำนวนมาก KOL สามารถเป็นได้ทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม บล็อกเกอร์ หรือผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย บทบาทหลักของ KOL คือการให้ข้อมูล ความคิดเห็น และคำแนะนำที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
2. KOL กับ KOC ต่างกันยังไง
แม้ว่า KOL (Key Opinion Leader) และ KOC (Key Opinion Consumer) จะมีบทบาทในการสร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภค แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ KOL มักเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะทางและมีผู้ติดตามจำนวนมาก พวกเขานำเสนอมุมมองที่กว้างและลึกซึ้งเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ ในขณะที่ KOC เป็นผู้บริโภคทั่วไปที่แบ่งปันประสบการณ์การใช้งานจริง KOC มักจะนำเสนอมุมมองที่เป็นกันเองและใกล้ชิดกับผู้บริโภคทั่วไปมากกว่า
3. อินฟลูเอนเซอร์ ทําอะไรบ้าง
หน้าที่หลักคือ สร้างสรรค์คอนเทนต์ (เช่น รีวิวสินค้า, แชร์ไลฟ์สไตล์) เพื่อดึงดูดและสร้างฐานผู้ติดตาม และ ร่วมมือกับแบรนด์ ในการโปรโมตสินค้าหรือบริการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นธรรมชาติผ่านความน่าเชื่อถือของตนเอง
4. ถ้าแบรนด์ต้องการสร้างความแตกต่าง ทำไมถึงควรเลือก KOL?
เพราะ KOL มี "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" ที่ช่วยการันตีคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้สินค้าได้ดีกว่า ทำให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพและสร้างจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งได้ชัดเจนด้วยข้อมูล Insight ที่ลึกซึ้งกว่าการรีวิวทั่วไป
5. สิ่งแรกที่แบรนด์ต้องทำก่อนเลือก KOL คืออะไร?
ต้อง "กำหนดเป้าหมายแคมเปญ" (Objective) ให้ชัดเจนที่สุดก่อน เช่น ต้องการสร้างการรับรู้ (Awareness), เน้นยอดขาย (Conversion) หรือสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) เพื่อให้สามารถเลือกประเภทของ KOL ได้ตอบโจทย์ธุรกิจจริงๆ
6. ความแตกต่างระหว่าง Macro KOL กับ Mega KOL ในเชิงการใช้งานคืออะไร?
Mega KOL (>1M Follower) เหมาะกับการสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง (Mass Impact) ให้คนรู้จักแบรนด์เร็วที่สุด ส่วน Macro KOL (100k-1M Follower) เหมาะกับการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง (Niche) ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งกว่า
7. แพลตฟอร์มหลักที่ KOL ใช้สื่อสารมีที่ไหนบ้าง?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบคอนเทนต์ แต่หลักๆ คือ Facebook และ YouTube สำหรับเนื้อหาเจาะลึกความรู้, TikTok และ Instagram สำหรับคอนเทนต์ย่อยง่ายเน้นไลฟ์สไตล์, และ X (Twitter) สำหรับสายข่าวสารและเทรนด์ที่รวดเร็ว
8. ถ้าต้องเลือกระหว่าง KOL กับ Influencer ควรตัดสินใจจากอะไร?
ตัดสินใจจาก "วัตถุประสงค์" เป็นหลัก หากสินค้าซับซ้อน ต้องการความน่าเชื่อถือ หรือข้อมูลเชิงลึก ให้เลือก KOL แต่ถ้าต้องการสร้างกระแส เน้นความบันเทิง หรือภาพลักษณ์ไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่าย ให้เลือก Influencer
สรุปบทความ
KOL Marketing ถือเป็นรูปแบบการทำการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ได้อีกด้วย สำหรับแบรนด์ที่สนใจการทำ KOL Marketing แต่ยังจับทางไม่ถูก NeuMerlin Group ก็พร้อมให้ความช่วยคุณในเรื่องนี้
เพราะภายใต้ NeuMerlin Group เรามีอีกเครือข่ายบริษัทที่พร้อมให้บริการด้านการตลาด โดยมี VIRT เป็นบริษัทที่ดูแลเรื่อง KOL โดยเฉพาะ ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่า KOL ที่เราคัดสรรมาให้คุณ จะสามารถสร้างผลประโยชน์กลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราคือ Marketing Agency ที่มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อการมีส่วนร่วมในเอเชียแปซิฟิก พร้อมทีมงานมืออาชีพ


