Google Trends คืออะไร? ใช้งานอย่างไรให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็ว การรู้ทันกระแสสังคมคือความได้เปรียบมหาศาล เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางแบรนด์ถึงทำคอนเทนต์ได้ตรงใจและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ? หรือพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าสินค้าตัวไหนกำลังจะขายดี? คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีลางสังหรณ์พิเศษ แต่อยู่ที่การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และข่าวดีคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดอย่าง Google Trends นั้นเปิดให้ทุกคนใช้งานได้ฟรี บทความนี้ NeuMerlin Group จะพาคุณไปเรียนรู้ว่า Google Trends คืออะไร และจะใช้งานอย่างไรให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ทำความรู้จัก Google Trends คืออะไร เครื่องมือฟรีที่นักการตลาดต้องรู้

Google Trends คือบริการฟรีจาก Google ที่ทำหน้าที่แสดงความนิยมของการค้นหาคำสำคัญ (Keywords) บนโลกออนไลน์ในช่วงเวลาต่างๆ โดยนำเสนอข้อมูลออกมาในรูปแบบของกราฟและแผนที่ที่ดูง่าย ช่วยให้นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจเห็นภาพรวมว่า ในขณะนี้หรือในอดีต ผู้คนกำลังให้ความสนใจเรื่องอะไร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง และพื้นที่ไหนที่มีความสนใจเรื่องนั้นมากที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็น "Big Data" จากฐานข้อมูลของ Google Search Engine ที่คนทั่วโลกใช้งาน ทำให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือสูงมาก

ประโยชน์ของ Google Trends ในการวางแผนธุรกิจ

การเข้าถึงข้อมูลความสนใจของผู้บริโภคได้โดยตรงถือเป็นอาวุธสำคัญในการทำธุรกิจ ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่ช่วยให้การวางแผนกลยุทธ์และการทำ Campaign Management ของคุณแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเสี่ยงในการเดาใจลูกค้า และนี่คือ 4 ประโยชน์หลักที่คุณจะได้รับ

ช่วยจับกระแสและเทรนด์ที่กำลังมาแรง (Real-time Trends)

โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงทุกนาที การใช้ Google Trends จะช่วยให้คุณเห็นว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีหัวข้อข่าวหรือเหตุการณ์อะไรที่กำลังถูกพูดถึงและค้นหามากที่สุด (Trending Now) ทำให้แบรนด์สามารถทำ Real-time Content เพื่อเกาะกระแส หรือปรับเปลี่ยนแผนการโพสต์ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้คนในขณะนั้นได้อย่างทันท่วงที

ช่วยวิเคราะห์ความต้องการสินค้าตามฤดูกาล (Seasonality)

สินค้าหลายประเภทมีความต้องการขึ้นลงตามฤดูกาล เช่น "ครีมกันแดด" หรือ "เสื้อกันหนาว" กราฟใน Google Trends จะช่วยบอกช่วงเวลาที่คนเริ่มค้นหาคำเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้คุณสามารถวางแผนสต็อกสินค้า เตรียมงบโฆษณา และปล่อยโปรโมชันได้ถูกจังหวะเวลา (Timing) ก่อนที่คู่แข่งจะเริ่มขยับตัวเสียอีก

ช่วยเปรียบเทียบความนิยมของแบรนด์กับคู่แข่ง (Competitor Analysis)

คุณสามารถนำชื่อแบรนด์ของคุณและชื่อแบรนด์คู่แข่งมาใส่เพื่อเปรียบเทียบกราฟความนิยมได้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาใครมีส่วนแบ่งการค้นหา (Share of Search) มากกว่ากัน ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ตลาดและประสิทธิภาพของการสร้างแบรนด์ได้ว่า แคมเปญที่ทำไปนั้นส่งผลให้คนค้นหาแบรนด์เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

ช่วยหาไอเดียใหม่ๆ ในการทำคอนเทนต์และ SEO

บางครั้งเราอาจตัน ไม่รู้ว่าจะเขียนคอนเทนต์เรื่องอะไรดี Google Trends มีฟีเจอร์ที่ช่วยบอกคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (Related Queries) ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคนที่สนใจเรื่องหลักของเรา เขากำลังค้นหาเรื่องย่อยๆ อะไรอีกบ้าง ข้อมูลนี้เป็นขุมทรัพย์ในการหาไอเดียใหม่ๆ มาเขียนบทความหรือทำวิดีโอ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหม่ๆ ได้

เจาะลึกฟีเจอร์หลักและการอ่านค่าใน Google Trends

Google Trends

หน้าตาของ Google Trends อาจดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยข้อมูลเชิงลึก การอ่านค่าให้เป็นคือกุญแจสำคัญ โดยค่าตัวเลขที่คุณเห็นในกราฟ (0-100) ไม่ใช่จำนวนครั้งของการค้นหาจริงๆ แต่เป็น "ดัชนีความนิยมสัมพัทธ์" (Relative Search Interest)

Interest over time

กราฟเส้นแสดงแนวโน้มความสนใจเมื่อเวลาผ่านไป โดยค่า 100 หมายถึงช่วงเวลาที่มีการค้นหาคำนั้นสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ ในกราฟ ส่วนค่า 50 หมายถึงมีความนิยมเพียงครึ่งหนึ่ง และ 0 หมายถึงมีข้อมูลไม่เพียงพอ การดูกราฟนี้ช่วยให้เห็นวงจรชีวิตของเทรนด์ว่าเป็นกระแสชั่วคราว (Fad) หรือเป็นความนิยมที่ยั่งยืน

Interest by subregion

แผนที่แสดงความสนใจแบ่งตามภูมิภาคย่อย สำหรับประเทศไทยสามารถเจาะลึกได้ถึงระดับจังหวัด ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากสำหรับการทำ Local Marketing หรือการยิงโฆษณาแบบระบุพื้นที่ หากคุณรู้ว่าสินค้าของคุณถูกค้นหามากใน "เชียงใหม่" และ "ขอนแก่น" คุณก็สามารถทุ่มงบโฆษณาไปที่สองจังหวัดนี้ได้อย่างแม่นยำ

Related topics และ Related queries

ส่วนนี้จะแสดง "หัวข้อที่เกี่ยวข้อง" และ "คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง" โดยแบ่งเป็น "ยอดนิยม" (Top) และ "มาแรง" คำที่ขึ้นสถานะ "Breakout" หรือ "พุ่งแรง" หมายถึงมีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 5000% ซึ่งมักจะเป็นคำศัพท์ใหม่หรือกระแสที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่นักการตลาดควรจับตามอง

สอนวิธีใช้งาน Google Trends หา Insight ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน

เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว เรามาเริ่มลงมือหา Insight ด้วย Google Trends ไปพร้อมๆ กันผ่าน 4 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ใครก็ทำตามได้ทันที

ขั้นตอนที่ 1 การเลือกคีย์เวิร์ดและการกำหนดค่าการค้นหา

เข้าไปที่เว็บไซต์ Google Trends แล้วพิมพ์คำค้นหาที่คุณต้องการรู้ เช่น "รองเท้าผ้าใบ" จากนั้นให้กำหนดค่าตัวกรอง (Filters) ด้านบนให้ถูกต้อง ได้แก่ ประเทศ (เลือกไทย), ระยะเวลา (เช่น 12 เดือนที่ผ่านมา หรือ 5 ปีที่ผ่านมาเพื่อดูภาพรวม), หมวดหมู่, และประเภทการค้นหา (Web Search)

ขั้นตอนที่ 2 การใช้ฟังก์ชันเปรียบเทียบ เพื่อดูส่วนแบ่งตลาด

หากต้องการรู้ว่า "รองเท้าผ้าใบ" กับ "รองเท้าแตะ" อะไรเป็นที่นิยมกว่ากัน ให้กดที่ "+ Compare" แล้วพิมพ์คำว่า "รองเท้าแตะ" ลงไป กราฟจะแสดงเส้นสองสีเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าในช่วงเวลาไหนสินค้าตัวใดได้รับความสนใจมากกว่ากัน ซึ่งช่วยในการตัดสินใจเลือกสินค้ามาขายได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลรายจังหวัดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย

เลื่อนลงมาที่ส่วนของแผนที่ ลองดูว่าจังหวัดไหนที่มีความเข้มของสีมากที่สุด นั่นคือพื้นที่ที่มีความสนใจในคีย์เวิร์ดนั้นสูง คุณสามารถคลิกที่ชื่อจังหวัดเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Location Targeting) ในการยิงแอด Facebook หรือ Google Ads ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ 4 การหา Long-tail Keywords เพื่อทำ SEO

เลื่อนลงไปด้านล่างสุดที่หัวข้อ Related queries ปรับตัวกรองเป็น "Top" หรือ "Rising" คุณจะเจอคำค้นหาที่คนใช้จริงๆ เช่น "รองเท้าผ้าใบสีขาว ผู้หญิง" หรือ "รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อไหนดี" ให้นำคำเหล่านี้ไปใช้เป็นคีย์เวิร์ดในการเขียนบทความลงเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ SEO และดึงคนเข้าเว็บได้มากขึ้น

เทคนิคการประยุกต์ใช้ Google Trends กับกลยุทธ์ Content Marketing

คอนเทนต์ที่ดีคือคอนเทนต์ที่มีคนอยากอ่าน และ Google Trends คือเครื่องมือที่จะยืนยันว่าเรื่องที่คุณกำลังจะทำนั้น "มีคนรออ่าน" อยู่จริงหรือไม่

การใช้ Trending Now หาไอเดียทำ Real-time Content

เข้าไปที่เมนู "Trending Now" เพื่อเช็กข่าวสารประจำวัน หากธุรกิจของคุณสามารถเชื่อมโยงกับข่าวนั้นได้ ให้รีบผลิตคอนเทนต์ออกมาทันที (Newsjacking) การเกาะกระแสที่รวดเร็วจะช่วยเพิ่ม Engagement และการมองเห็น (Reach) บนโซเชียลมีเดียได้อย่างมหาศาลแบบฟรีๆ

การใช้ Year in Search สรุปเทรนด์ประจำปี

ทุกสิ้นปี Google จะสรุป "Year in Search" ว่าคนไทยค้นหาอะไรมากที่สุดในหมวดต่างๆ คุณสามารถนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์เพื่อทำ Content Plan สำหรับปีถัดไป หรือทำสรุปเทรนด์เพื่อแสดงความเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ในอุตสาหกรรมของคุณได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Google Trends บอกจำนวนการค้นหา (Search Volume) ที่แน่นอนหรือไม่

ไม่ได้บอกจำนวนที่แน่นอน แต่บอกเป็น "ค่าดัชนีความนิยม" (0-100) หากต้องการทราบจำนวน Search Volume ที่ชัดเจน แนะนำให้ใช้ Google Keyword Planner ควบคู่กันไป

Google Trends ใช้งานฟรีหรือมีค่าใช้จ่าย

Google Trends คือเครื่องมือที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี 100% เพียงแค่มีบัญชี Google (Gmail) ก็สามารถเข้าถึงฟีเจอร์ทั้งหมดได้ทันที

ข้อมูลใน Google Trends อัปเดตเร็วแค่ไหน

ข้อมูลมีการอัปเดตที่รวดเร็วมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Real-time Trends ที่แทบจะรายงานผลนาทีต่อนาที ทำให้คุณไม่พลาดทุกกระแสที่เกิดขึ้น

สรุป

โดยสรุปแล้ว Google Trends คืออาวุธลับประจำกายที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ขาดไม่ได้ เพราะมันช่วยเปลี่ยน "ความรู้สึก" ให้กลายเป็น "ข้อมูล" ที่จับต้องได้ ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า จับกระแสสังคม และวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ การหมั่นเข้ามาเช็กเทรนด์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวนำคู่แข่งอยู่หนึ่งก้าวเสมอ หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาด้านการตลาดที่เชี่ยวชาญการใช้ Data เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ NeuMerlin Group พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์เคียงข้างความสำเร็จของคุณ

Writer
NMG Team

เราคือ Marketing Agency ที่มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อการมีส่วนร่วมในเอเชียแปซิฟิก พร้อมทีมงานมืออาชีพ

As a creative agency, we believe in the power of imagination and innovation. We are constantly pushing the boundaries of what is possible, and strive to create work that is not only beautiful and effective, but also meaningful and impactful.

LET'S START A PROJECT

contact@neumerlin.com
By using this website, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts. View our Privacy Policy for more information.