ในการสร้างแบรนด์นั้นจะประกอบไปด้วยหลาย ๆ ส่วน ซึ่งการตั้งชื่อก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนั้น ๆ ประสบความสำเร็จได้ไม่มากก็น้อย เดี๋ยวเราจะลองมาดูกันว่า เพราะเหตุใดชื่อแบรนด์จึงสำคัญ ถึงขั้นเรียกได้ว่า “ชื่อแบรนด์ดีมีชัยไปว่าครึ่ง”
หลักการตั้งชื่อแบรนด์ที่ดี
1. Language is Powerful
การตั้งชื่อแบรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก แต่ภาษา คือสิ่งที่สามารถให้แรงบันดาลใจ และโน้มน้าวจิตใจไปกับแบรนด์ได้ เมื่อคุณมีแบรนด์คำแรกที่ผู้คนได้ยินเกี่ยวกับบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ของคุณ คือ ชื่อแบรนด์ เป็นโอกาสแรกและเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะสามารถควบคุมพลังของภาษาเพื่อสร้างแบรนด์นั่นเอง
2. Getting it wrong is disastrous
ไปผิดทางคือหายนะ - การตั้งชื่อมีความสำคัญทั้งการสร้างแบรนด์และโน้มน้าวจิตใจ เป็นเรื่องยากในการที่จะตั้งชื่อได้อย่างถูกต้อง แม้จะผ่านการคิดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ และหลาย ๆ ครั้งก็อาจจะพัง มากกว่าปัง จึงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญในการตั้งชื่อ ซึ่งเราเองสามารถเป็นนักตั้งชื่อแบรนด์ได้ หากเรามีความเข้าใจในการตั้งชื่อแบรนด์
3. Unlink anything else, it lasts
ชื่อจะอยู่กับเราตลอดกาล - อาจจะมีหลาย ๆ ส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร โฆษณาเว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งโลโก้ กลยุทธของแบรนด์ และการขาย ชื่อจะไม่มีวันเปลี่ยน
6 ขั้นตอนการตั้งชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ (Step-by-Step Guide)
การตั้งชื่อแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่การหาคำที่เพราะพริ้ง แต่คือกระบวนการทางกลยุทธ์ที่ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้ได้ชื่อที่ไม่ได้มีดีแค่ความหมาย แต่ต้อง "ขายได้" และ "จดจำง่าย" นี่คือ 6 ขั้นตอนปฏิบัติจริงที่คุณสามารถทำตามได้ทันที
1. กำหนดตัวตนและจุดยืนของแบรนด์ (Define Brand Identity)
ก่อนจะเริ่มหาคำศัพท์ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าแบรนด์ของคุณคือใคร (Brand Personality) และมีจุดขายอะไรที่แตกต่าง (Unique Selling Point) ชื่อที่ดีต้องสะท้อนแก่นแท้เหล่านี้ออกมา เช่น หากแบรนด์เน้นความรวดเร็ว ชื่อควรเป็นคำสั้นๆ ที่ออกเสียงกระชับ หรือหากเน้นความหรูหรา อาจใช้คำที่ดูนุ่มนวลและมีความหมายลึกซึ้ง
2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Know Your Audience)
ภาษาที่ใช้ตั้งชื่อต้องสื่อสารกับลูกค้าของคุณโดยตรง หากกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ชื่อแบรนด์อาจต้องมีความทันสมัย ใช้คำแสลง หรือการสะกดที่แปลกใหม่ แต่หากกลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารระดับสูง ชื่อแบรนด์ควรมีความน่าเชื่อถือและดูเป็นทางการ
3. ระดมไอเดียและเลือกประเภทของชื่อ (Brainstorming & Categorization)
นำข้อมูลจาก 2 ข้อแรกมาระดมสมอง โดยพยายามสร้างรายการชื่อออกมาให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 20-50 ชื่อ) และลองจัดหมวดหมู่ตามกราฟของเรา ไม่ว่าจะเป็น Descriptive (ชื่อบอกตรงตัว), Suggestive (ชื่อสื่อความหมายแฝง), หรือ Abstract (ชื่อสมมติ/นามธรรม) เพื่อดูว่าทิศทางไหนเหมาะกับแบรนด์ที่สุด
4. คัดกรองด้วยหลักเกณฑ์ 3 ด้าน (Screening)
นำรายชื่อทั้งหมดมาตัดตัวเลือกออก โดยใช้เกณฑ์ 3 ข้อของ NeuMerlin Group:
- Strategic: ชื่อนี้รองรับการขยายธุรกิจในอนาคตหรือไม่?
- Creative: ชื่อนี้ซ้ำ หรือคล้ายกับคู่แข่งจนแยกไม่ออกหรือไม่?
- Technical: ชื่อนี้สะกดง่าย และไม่มีความหมายเชิงลบในภาษาอื่นใช่หรือไม่?
5. ทดสอบการออกเสียงและการมองเห็น (Auditory & Visual Check)
ชื่อแบรนด์ที่ดีต้อง "พูดแล้วติดปาก เห็นแล้วติดตา" ลองนำชื่อที่เข้ารอบมาทดสอบ:
- การออกเสียง: ลองให้คนอื่นอ่านโดยไม่บอกคำอ่าน เพื่อดูว่าสะกดผิดหรือไม่ และเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูรื่นหู (Euphony) หรือไม่
- การมองเห็น: ลองพิมพ์ชื่อด้วยฟอนต์ต่างๆ หรือวางคู่กับไอคอน เพื่อดูว่าเมื่อแปลงเป็นโลโก้แล้วจะสวยงามหรือไม่
6. ตรวจสอบลิขสิทธิ์และโดเมน (Legal & Domain Check)
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย (Disastrous) ตรวจสอบว่าชื่อนี้สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ได้หรือไม่ และมีชื่อโดเมน (.com) หรือชื่อบัญชีโซเชียลมีเดียว่างอยู่หรือไม่ หากไม่ว่าง อาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนตัวสะกดเล็กน้อยหรือเปลี่ยนชื่อใหม่
อะไรคือสิ่งที่จะทำให้คนจดจำแบรนด์ของเราได้?
สิ่งที่ทำให้ชื่อแบรนด์ทำงานได้ดี ขึ้นอยู่กับบริบทนั้น ๆ และก็ยากที่จะจำแนกคุณลักษณะที่ชื่อแบรนด์ควรจะมีได้อย่างชัดเจน แต่เราสามารถสรุปคุณสมบัติเชิงกลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคบางอย่างที่ทำให้ชื่อแบรนด์แข็งแกร่งขึ้นได้

คุณสมบัติทั้ง 3 ส่วนนี้ จะทำให้เรารู้ว่า ชื่อแบรนด์ที่เราตั้งนั้นมีคุณสมบัติด้านใดบ้าง เพื่อเป็นการประเมินว่า ไอเดียไหนดีกว่า อันไหนได้ ไม่ได้ ชื่อที่ดูทรงพลัง อาจจะไม่ได้หมายความถึงคุณภาพของการตั้งชื่อ ซึ่งคุณภาพของชื่อจะประกอบกันในแต่ละส่วน ดังนี้

1. คุณสมบัติเชิงกลยุทธ์
- ตั้งชื่อให้มีความหมาย มีความสอดคล้องกับธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มลูกค้า รับรู้ได้ทันทีว่าเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
- มองการณ์ไกล เมื่อธุรกิจของคุณอาจมีการแตกไลน์ในอนาคต ตั้งชื่อให้เป็นกลาง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบธุกิจ เพื่อขยายโอกาสในการค้าได้มากขึ้น
- เรียบง่ายแต่โดดเด่น เพื่อสร้างการจดจำได้ในทันที ไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับแบรนด์อื่น ๆ หรือแบรนด์ที่เป็นคู่แข่ง ไม่ตั้งชื่อตามกระแส เพราะสิ่งที่มาเร็วก็มักจะไปเร็วเช่นกัน
2. เชิงความคิดสร้างสรรค์
- จำง่าย ไม่สร้างความสับสนให้ลูกค้า คงไม่ดีแน่ ถ้าลูกค้าไปอุดหนุนแบรนด์อื่นที่มีชื่อใกล้เคียงกัน เพราะการตั้งชื่อที่คล้ายกัน
- มีน้ำเสียงที่ดี ฟังดูรื่นหู ไม่เป็นคำพ้องกับคำที่มีความหมายในแง่ลบ สองแง่สองง่าม หรือคำหยาบ
- มีภาพลักษณ์ดูดี เพราะชื่อแบรนด์จะต้องนำมาประยุกต์ใช้ในโลโก้ให้ไปด้วยกันได้ โดยสามารถออกแบบโลโก้ได้เป็นเอกลักษณ์ มีความสวยงามจากการจัดวางนั่นเอง
3. เชิงเทคนิค
- ตั้งชื่อให้สะกดง่ายออกเสียงง่าย อ่านง่ายไม่ซับซ้อน การเลือกใช้คำที่อ่านยาก จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการสะกด หรือไม่กล้าออกเสียง ทำให้ไม่ถูกบอกต่อ และส่งผลต่อความก้าวหน้าของแบรนด์อย่างมาก
- ถูกหลักภาษา มีความถูกต้องทั้งการสะกดและการรวมคำตามหลักภาษาศาสตร์
- ถูกกฎหมาย เช็กก่อนที่จะนำไปใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าแบรนด์ของเราไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ใคร หรือมีการจดทะเบียนการค้าก่อนหน้านี้ รวมทั้งชื่อโดเมน ที่จะนำไปสร้างเว็บไซต์ด้วย เมื่อเช็กเรียบร้อยแล้วก็นำไปจดทะเบียนได้เลย เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
ประเภทของชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์มีหลายประเภท ตั้งแต่ชื่อผู้ก่อตั้งไปจนถึงชื่อที่เป็นนามธรรม ในแต่ละประเภท จะสร้างความแข็งแกร่งและน่าจดจำให้กับแบรนด์แตกต่างกันออกไป โดยสามารถจัดหมวดหมู่ได้ตามแผนภูมิในตัวอย่างนี้

ในแนวตั้งจะเป็นแนวทางในการตั้งชื่อ
1. Descriptive
ชื่อที่อธิบายตัวเอง เป็นชื่อที่สื่อสารง่าย คนทั่วไปจะเข้าใจได้ง่ายว่าดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใช้เวลาในการอธิบายน้อย แต่เป็นชื่อที่นำไปใช้ตั้งชื่อมากที่สุด อาจจะทำให้ซ้ำกับธุรกิจอื่น ๆ ได้
2. Suggestive
เขยิบจากแกนตั้งด้านล่างขึ้นมา จะเป็นชื่อแบบมีนัยยะ หรือแบบเปรียบเปรย คนทั่วไปสามารถเชื่อมโยงแบรนด์กับความหมายแฝงของธุรกิจที่เราดำเนินอยู่ได้ชัดเจนขึ้น
3. Abstract
ส่วนบนสุด เป็นชื่อที่เป็นนามธรรม ไม่ระบุอะไรชัดเจน ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวข้องกับธุกิจของเรา แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับบุคคล หรือความคิดริเริ่มของแบรนด์
สำหรับแนวนอนคือโครงสร้างของชื่อ
1. Real-world
ในแกนนอนด้านในคือ ชื่อที่ตั้งจากคำที่มีความหมายแท้จริง มีคำแปลชัดเจน ระบุรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้เห็นภาพมากที่สุด
2. Compound
มาจากขวา จะเป็นชื่อที่เป็นคำผสม เป็นคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ แต่ยังมีเค้าโครงของคำเดิมอยู่ โดยให้สื่อความหมายของแบรนด์ได้ชัดเจนมากขึ้น
3. Coined
ชื่อที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ เป็นชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีความหมาย และมีข้อดี คือ จะไม่ซ้ำใคร แต่ก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจในตัวธุรกิจนั้น ๆ หรืออาจจะต้องใช้งบประมาณในการสร้างการรับรู้มากกว่าแบบอื่นๆ
ทั้ง 2 แกน เมื่อนำมาวางเรียงกันแล้ว จะทำให้เราสามารถระบุประเภทของการตั้งชื่อได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มการรับรู้และทิศทางของชื่อแบรนด์เป็นไปอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีประเภทของชื่อที่ไม่ได้จัดตามหมวดหมู่ด้านบน ได้แก่
ชื่อแบบอักษรย่อ
การตั้งชื่อแบรนด์ในรูปแบบนี้จะใช้กับชื่อที่มีความยาว หรือเป็นชื่อที่อาจจะมีการใช้อยู่แต่เดิม มีความแข็งแรงของแบรนด์แล้ว ซึ่งการย่อนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่ายขึ้น สื่อสารแบรนด์และทำการตลาดได้ง่ายขึ้น การใช้อักษรย่อ มีทั้งแบบที่ออกเสียงเป็นตัวอักษร หรือเกิดเป็นคำใหม่จากตัวอักษรที่ย่อ เช่น

The National Aeronautics and Space Administration - NASA
International Business Machines Corporation - IBM
ชื่อภาษาต่างประเทศ
รูปแบบของการตั้งชื่อด้วยภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาหลักที่เราใช้ มีทั้งชื่อที่มีความหมายแบบตรงตัว เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมีทั้งชื่อที่เน้นเรื่องโทนของการออกเสียง

โทนเสียงของชื่อ (Tonality) เป็นความรู้สึกที่ชื่อแสดงออก มีความเกี่ยวข้องกับบุคลิกของแบรนด์ที่แฝงอยู่ โดยจะสื่อสารออกมาได้เป็น 3 ส่วนได้แก่
- ความหมาย เช่น การตั้งชื่อแบบ Real-World ด้วยคำแท้จริง หรือมีบางส่วนของชื่อที่สามารถระบุได้ถึงสิ่งที่เราอยากจะขาย หรือธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งคำเหล่านั้นจะให้ความรู้สึกเกี่ยวกับชื่อของคุณ
- โครงสร้าง คือ การตั้งชื่อแบบให้มีคำสัมผัสคล้องจองกัน ซึ่งสามารถสร้างความรู้สึกให้กับชื่อได้ด้วย
- การถ่ายทอดโทนเสียงผ่านสัญลักษณ์ของเสียง จากทฤษฎีที่ว่าเสียงพูดของแต่ละคนมีความหมาย ซึ่งมีผลการวิจัยเกี่ยวกับภาพและโทนเสียงในปี ค.ศ. 1929 โดยทำการสำรวจมาจากคนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ที่ดูภาพและตอบชื่อของแบรนด์ไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่
- ตัวอักษรที่มีลักษณะรูปร่างแหลม มีมุม หรือดาว มักจะออกเสียงในโทนแข็ง อย่างเสียงตัว อักษร K หรือ V หรือ X ที่จะให้ความรู้สึกเร็ว พุ่ง หรือแหลมกว่า
- ตัวอักษรที่มีลักษณะรูปร่างโค้งมน ที่เราจะออกเสียงแบบตัวอักษร B หรือ N ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่า เมื่อภาพและเสียงมีความสอดคล้องกันแล้ว จะสามารถสื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ออกมาได้เป็นอย่างดี
5 ไอเดียตั้งชื่อแบรนด์ให้ปังและแตกต่าง
หากคุณรู้หลักการแล้วแต่ยังคิดไม่ออก ลองใช้ 5 เทคนิคยอดฮิตนี้เพื่อจุดประกายไอเดียตั้งชื่อแบรนด์ของคุณ:
1. เทคนิคคำผสม (Compound Words)
นำคำศัพท์ 2 คำที่มีความหมายชัดเจนมารวมร่างกัน เพื่อสร้างคำใหม่ที่ฟังดูคุ้นหูแต่ไม่ซ้ำใคร วิธีนี้เหมาะมากสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารถึงฟังก์ชันการใช้งาน
- แนวคิด: (การกระทำ/คุณสมบัติ) + (วัตถุ/เป้าหมาย)
- ตัวอย่าง: Facebook (Face + Book), YouTube (You + Tube), Netflix (Net + Flicks)
2. เทคนิคการสะกดแบบใหม่ (Stylized Misspelling)
ใช้คำที่มีความหมายอยู่แล้ว แต่จงใจสะกดให้ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย หรือตัดสระออก เพื่อสร้างความรู้สึกทันสมัย (Modern) และเป็นเอกลักษณ์ จดโดเมนได้ง่ายขึ้น
- แนวคิด: เขียนคำอ่านเดิม แต่เปลี่ยนตัวอักษร
- ตัวอย่าง: Flickr (Flicker), Lyft (Lift), Tumblr (Tumbler), Xero (Zero)
3. เทคนิคการใช้คำเปรียบเปรย (Metaphor)
ไม่ต้องบอกตรงๆ ว่าขายอะไร แต่ใช้ชื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันมาตั้งแทน เพื่อสื่อถึงวิสัยทัศน์หรือสเกลของธุรกิจ
- แนวคิด: หาสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเร็ว ความยิ่งใหญ่ หรือความฉลาด
- ตัวอย่าง: Amazon (แม่น้ำที่ใหญ่ที่สุด สื่อถึงสินค้ามหาศาล), Nike (เทพีแห่งชัยชนะ), Jaguar (เสือจากัวร์ สื่อถึงความเร็วและสง่างาม)
4. เทคนิคภาษาต่างประเทศ (Foreign Language)
ลองแปลคำหลักของคุณเป็นภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาละติน ฝรั่งเศส หรืออิตาลี มักนิยมใช้กับแบรนด์เครื่องสำอาง แฟชั่น หรือบริการที่ต้องการความหรูหรา (Premium Look)
- แนวคิด: หาคำศัพท์ที่ความหมายดีในภาษาอื่น
- ตัวอย่าง: Nivea (ภาษาละตินแปลว่า สีขาวดุจหิมะ), Samsung (ภาษาเกาหลีแปลว่า ดาวสามดวง), Lego (ภาษาเดนมาร์ก Leg Godt แปลว่า เล่นให้สนุก)
5. เทคนิคการผสมคำหน้า-หลัง (Portmanteau)
คล้ายคำผสม แต่เป็นการเอา "ส่วนท้ายของคำแรก" มารวมกับ "ส่วนหน้าของคำหลัง" จนกลายเป็นคำใหม่ที่ลื่นไหลเป็นเนื้อเดียวกัน
- แนวคิด: คำที่ 1 (ส่วนต้น) + คำที่ 2 (ส่วนท้าย)
- ตัวอย่าง: Instagram (Instant + Telegram), Pinterest (Pin + Interest), Groupon (Group + Coupon)
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้งชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์ที่ดีควรมีความยาวกี่พยางค์?
โดยทั่วไป ชื่อแบรนด์ที่จดจำง่ายที่สุดควรมีความยาว 2-3 พยางค์ (เช่น Google, Nike, Shopee, NeuMerlin) เพราะเป็นความยาวที่สมองมนุษย์ประมวลผลได้เร็วที่สุด หากชื่อยาวกว่านี้ แนะนำให้หาชื่อย่อ (Acronym) หรือคำเรียกสั้นๆ เตรียมไว้สำหรับการทำการตลาด
ควรใช้ชื่อเจ้าของมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์หรือไม่?
การใช้ชื่อเจ้าของ (Founder's Name) มีข้อดีคือสร้างความน่าเชื่อถือและความเป็นส่วนตัว (Personal Touch) ได้ดี เหมาะกับธุรกิจบริการหรือธุรกิจครอบครัว แต่ข้อเสียคือภาพลักษณ์แบรนด์จะผูกติดกับตัวบุคคลมากเกินไป ทำให้ขายกิจการต่อ หรือขยายสเกลธุรกิจได้ยากในอนาคต
ถ้าตั้งชื่อแบรนด์ซ้ำกับคนอื่นแต่ขายสินค้าคนละประเภท ทำได้ไหม?
ในทางกฎหมายอาจทำได้หากจดทะเบียนคนละจำพวก (Class) แต่ในทาง Digital Marketing และ SEO ไม่แนะนำ เพราะเมื่อลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์ Google อาจแสดงผลลัพธ์ของแบรนด์ที่มีอยู่ก่อน ทำให้แบรนด์ของคุณหาไม่เจอ และอาจสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคได้
มีเครื่องมือช่วยตั้งชื่อแบรนด์แนะนำไหม?
ปัจจุบันมี AI และเครื่องมือมากมายที่ช่วยระดมไอเดียเบื้องต้นได้ เช่น การใช้ Generative AI (ChatGTP, Gemini) เพื่อขอไอเดียคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ธุรกิจ หรือเว็บ Business Name Generator ต่างๆ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้ทำได้เพียงให้ "วัตถุดิบ" แต่การ "ปรุง" เลือกชื่อที่เหมาะสมและมีจิตวิญญาณ ยังจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือมุมมองของมนุษย์ในการตัดสินใจ
วิธีตั้งชื่อแบรนด์ให้ติดตลาด
การตั้งชื่อแบรนด์ที่ดีควรประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ
- สื่อความหมาย (Strategic)
- มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)
- ถูกต้องตามหลักภาษาและกฎหมาย (Technical)
โดยมีกระบวนการเริ่มจากการกำหนดตัวตนแบรนด์, เลือกประเภทชื่อ (เช่น ชื่อบรรยาย หรือ ชื่อสมมติ), และตรวจสอบลิขสิทธิ์ก่อนใช้งานจริง
ขั้นตอนการตั้งชื่อแบรนด์มีขั้นตอนอะไรบ้าง
- กำหนดตัวตน (Identity): ระบุบุคลิกและจุดขายของแบรนด์ให้ชัดเจน
- เข้าใจลูกค้า (Audience): เลือกภาษาและสไตล์ชื่อให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
- ระดมสมอง (Brainstorm): ผลิตชื่อออกมาให้เยอะที่สุดและจัดหมวดหมู่
- คัดกรอง (Screening): ตัดตัวเลือกออกด้วยเกณฑ์ด้านกลยุทธ์และการใช้งาน
- ทดสอบ (Testing): เช็กความง่ายในการออกเสียงและการนำไปออกแบบโลโก้
ตรวจสอบสิทธิ์ (Legal): ตรวจสอบเครื่องหมายการค้าและชื่อโดเมนก่อนใช้จริงบทสรุป
นอกจากการตั้งชื่อแบรนด์ให้เข้าใจได้ง่าย ได้ใจความและสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนแล้ว ยังมีการคิดสโลแกนเพื่อให้ติดหูผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้นด้วย ทำให้เป็นที่น่าสนใจและเพิ่มความโดดเด่นมากกว่าคู่แข่งในธุรกิจหลายเท่า
Source :
https://sell.amazon.co.th
https://brandbenefit.co.th
https://www.designil.com
https://www.domestika.com
เราคือ Marketing Agency ที่มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อการมีส่วนร่วมในเอเชียแปซิฟิก พร้อมทีมงานมืออาชีพ


